บทที่ ๓

บทที่ ๓
การบริหารจัดการเชิงพุทธและหลักพุทธธรรมที่ใช้ในการบริหารจัดการ                                 ของวงดนตรีหมอลำคณะเสียงอิสาน
  ในบทนี้  เป็นการนำเสนอเกี่ยวกับแนวคิดการบริหารจัดการของผู้นำองค์กรของผู้นำเชิงพุทธ  พุทธวิธีการบริหาร  และการบริหารจัดการเชิงพุทธของหมอลำคณะเสียงอิสาน  มีเนื้อหาสาระที่ควรศึกษา  ต่อไปนี้
๓.๑  แนวคิดการบริหารจัดการองค์กรของผู้นำเชิงพุทธ
  การบริหารจัดการองค์กรต่าง ๆ ในปัจจุบันมีความจำเป็นที่ต้องอาศัยวิทยาการบริหารจัดการ เข้ามาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร  และสิ่งที่สำคัญมากคือผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์  พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้บริหารต้องมีจักขุมา  แปลว่า  มีสายตาที่ยาวไกล  คือมองการณ์ไกล”   วิสัยทัศน์ช่วยให้ผู้บริหารสามารถวาดภาพจุดหมายปลายทางได้ชัดเจนและใช้สื่อสารให้สมาชิกในองค์กรยอมรับ  และดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทางนั้นองค์กรทั้งหมดก็จะถูกขับเคลื่อนไปด้วยวิสัยทัศน์นี้   พระพุทธเจ้าทรงกำหนดจุดหมายปลายทางในพระพุทธศาสนาไว้ว่า  การประพฤติปฏิบัติธรรมทุกอย่างมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่จุดเดียวคือ วิมุตติ (ความหลุด พ้นทุกข์)  ดังพุทธพจน์ที่ว่า  “เปรียบเหมือนมหาสมุทรมีรสเดียวคือรสเค็ม  ฉันใด  ธรรมวินัยนี้ก็มีรสเดียวคือวิมุตติรส ฉันนั้น”
 ๓.๑.๑  ความหมายของการบริหาร
 พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต)   ได้ให้ความหมาย การบริหาร  หมายถึง  การทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยคนอื่น
 สมพงศ์ เกษมสิน   ได้สรุปว่า การบริหาร คือ การใช้ศาสตร์และศิลป์ นำเอาทรัพยากร (Administrative Resources) มาประกอบการตามกระบวนการ (Process of  administration)  ให้บรรลุวัตถุที่ประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ
 ธงชัย  สันติวงษ์  กล่าวถึงความหมายของการบริหาร ว่า การบริหารเป็นงานของหัวหน้างานทุกคนที่ต้องปฏิบัติในฐานะที่เป็นผู้นำของกลุ่ม  ซึ่งจะต้องมีภารกิจในการเป็นผู้ทำ  การจัดระเบียบทรัพยากรต่าง ๆ  และประสานกิจกรรมเพื่อให้เกิดความสำเร็จขององค์กร
 Ricky W. Griffin   ได้ให้ความหมายของการบริหารจัดการธุรกิจหรือองค์กรว่าหมายถึง แสดงให้เห็นจากกลุ่มของบุคคลที่มาร่วมกันทำงานด้วยโครงสร้างและการประสานงานเป็นหลักการชัดเจนแน่ชัด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามที่กำหนดเป้าหมายไว้, ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรจากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (เรียกว่า การบริหารแบบ ๔ M.)  ซึ่งประกอบด้วย
(๑) คน (Man)
(๒) เงิน (Money)
(๓) วัตถุดิบ (Material) เครื่องจักร  
(๔) การบริหาร (Management)
 ดังนั้น  สรุปความหมายต่าง ๆ ข้างต้น ได้ว่า  “การบริหารจัดการ” จึงเป็นกระบวนการของกิจกรรมที่ต่อเนื่องและประสานงานกัน ซึ่งผู้บริหารต้องเข้ามาช่วยเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายขององค์กร ประเด็นสำคัญของการบริการจัดการ (Management) มีดังนี้
 (๑)  การบริหารจัดการสามารถประยุกต์ใช้กับองค์กรใดองค์กรหนึ่งได้
 (๒) เป้าหมายของผู้บริหาร  คือ  ความสำเร็จ และบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร
 (๓) การบริหารจัดการเกี่ยวข้องกับการเพิ่มผลผลิต (Productivity) โดยมุ่งสู่
ประสิทธิภาพ (Efficiency) (วิธีการใช้ทรัพยากรโดยประหยัดที่สุด) และประสิทธิผล (Effectiveness) (บรรลุเป้าหมายคือประโยชน์สูงสุด)
 (๔) การบริหารจัดการสามารถนำมาใช้สำหรับผู้บริหารในทุกระดับชั้นขององค์กร
 ๓.๑.๒  พุทธวิธีการบริหาร
 การศึกษาพุทธวิธีการบริหารในครั้งนี้ขอใช้หน้าที่ของนักบริหารเป็นกรอบในการพิจารณา  หน้าที่  (Function)  ของนักบริหารมีอยู่ ๕ ประการ  ตามคำย่อในภาษาอังกฤษว่า  POSDC
 P  คือ  Panning  หมายถึง  การวางแผน  เป็นการกำหนดแนวทางดำเนินงานในปัจจุบัน  เพื่อความสำเร็จที่จะตามมาในอนาคต  ผู้บริหารที่ดีจะต้องมีวิสัยทัศน์เพื่อกำหนดทิศทางขององค์กร
 O  คือ Organizing หมายถึง การจัดองค์กร เป็นการกำหนดโครงสร้างความสัมพันธ์ของสมาชิกและสายบังคับบัญชาภายในองค์กร  มีการแบ่งงานกันทำและการกระจายอำนาจ
 S  คือ  Staffing  หมายถึง  งานบุคลากรเป็นการสรรหาบุคลากรใหม่  การพัฒนาบุคลากรและการใช้คนให้เหมาะกับงาน
 D  คือ  Directing  หมายถึง  การอำนวยการ  เป็นการสื่อสารเพื่อให้เกิดการดำเนินตามแผน  ผู้บริหารต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีและมีภาวะผู้นำ
 C คือ  Controlling  หมายถึง  การกำกับดูแล  เป็นการควบคุมคุณภาพของการปฏิบัติงานภายในองค์กรรวมทั้งกระบวนการแก้ปัญหาภายในองค์กร
 ดังนั้น  เมื่อพิจารณาพุทธวิธีบริหารในประเด็นที่เกี่ยวกับการวางแผน การจัดองค์กร  การบริหารงานบุคคล  การอำนวยการ  และการกำกับดูแล  ตามลำดับดังต่อไปนี้
(๑) พุทธวิธีในการวางแผน  คือ  การใช้วิสัยทัศน์กำหนดเป้าหมาย  วัตถุประสงค์  และพันธกิจ ให้ชัดเจน  เพื่อให้สมาชิกได้ปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน  วิสัยทัศน์ช่วยให้ผู้บริหารสามารถวาดภาพจุดหมายปลายทางได้ชัดเจนและใช้สื่อสารให้สมาชิกภายในองค์กรยอมรับและดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทางนั้นองค์กรทั้งหมดก็จะถูกขับเคลื่อนไปด้วยวิสัยทัศน์นี้
(๒) พุทธวิธีในการจัดองค์กร  คือ  การกระจายอำนาจ  การให้ความเคารพซึ่งกันและกัน หมายถึง ลูกน้องต้องให้ความเคารพหัวหน้า  ในทางพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าทรงกำหนดให้พระภิกษุต้องเคารพกันตามลำดับพรรษา  ผู้บวชทีหลังต้องแสดงความเคารพต่อผู้บวชก่อน  และการใช้คนให้เหมาะกับงานในองค์กร
(๓) พุทธวิธีในการบริหารงานบุคคล  คือ  การจัดอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากร  การจัดสรรภาระหน้าที่ให้ปฏิบัติงานตามความรู้ความสามารถ  มีระบบการให้รางวัลและการลงโทษ  นั่นคือ  ใครทำดีก็ควรได้รับการยกย่อง  ใครทำผิดก็ควรได้รับการลงโทษ
(๔) พุทธวิธีในการอำนวยการ  คือ  การสื่อสารเพื่อการบริหารการดำเนินงาน  ใช้หลัก  ๔ ส.  ได้แก่  ๑) สันทัสสนา (แจ่มแจ้ง) หมายถึง อธิบายขั้นตอนการดำเนินงานได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งช่วยให้สมาชิกปฏิบัติตามได้ง่าย  ๒) สมาทปนา (จูงใจ) หมายถึง  อธิบายให้เข้าใจและเห็นชอบกับวิสัยทัศน์จนเกิดศรัทธาและความรู้สึกว่าต้องฝันให้ไกลและไปให้ถึง  ๓) สมุตเตชนา (แกล้วกล้า) หมายถึง  ปลุกใจให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเองและมีความกระตือรือร้นในการดำเนินการไปสู่เป้าหมาย  และ ๔) สัมปหังสนา (ร่าเริง)  หมายถึง  สร้างบรรยากาศในการทำงานร่วมกันแบบกัลยาณมิตรซึ่งจะส่งเสริมให้สมาชิกมีความสุขในการงาน  และความสามารถในการจูงใจคนของพระพุทธเจ้า  ตรงกับพระสมัญญาว่า  ตถาคต  หมายถึง  คนที่พูดอย่างไรแล้วทำอย่างนั้น   พระพุทธเจ้าทรงมีภาวะผู้นำสูงมากเพราะทรง สอนให้รู้ (ยถาวาที)  ทำให้ดู (ตถาการี)  และอยู่ให้เห็น (ยถาวาที  ตถาการี)  ยิ่งไปกว่านั้น  การสั่งการแต่ละครั้งของพระพุทธเจ้าเป็นที่ยอมรับได้ง่ายเพราะไม่ทรงใช้วิธีเผด็จการ  แต่ทรงใช้วิธีการแบบธรรมาธิปไตย  ดังที่ทรงจำแนกแรงจูงใจในการทำความดี  ซึ่งเรียกว่า อธิปไตย ๓ ประการ  ดังนี้  ๑) อัตตาธิปไตย  การทำความดีเพราะยึดผลประโยชน์หรือความพอใจของตนเป็นที่ตั้ง  ๒) โลกาธิปไตย  การทำความดีเพราะต้องการให้ชาวโลกยกย่อง  นั่นคือ  ยึดทัศนะหรือคะแนนนิยมจากคนอื่นเป็นที่ตั้ง  ๓) ธรรมาธิปไตย  การทำความดีเพื่อความดี  ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่  นั่นคือยึดธรรมคือหน้าที่เป็นสำคัญ
(๕) พุทธวิธีในการกำกับดูแล  คือ  การควบคุม  การกำกับดูแลสมาชิกภายในองค์กรให้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ พระพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญแก่การกำกับดูแลองค์กรเป็นอย่างยิ่ง  ดังที่ทรงบัญญัติพระวินัยเพื่อให้พระสงฆ์ใช้เป็นมาตรฐานควบคุมความประพฤติให้เป็นแบบเดียวกัน  ทรงให้เหตุผลในการบัญญัติพระวินัยไว้ ๑๐ ประการ   เช่น  เพื่อความผาสุขแห่งคณะสงฆ์  เพื่อข่มบุคคลผู้ไร้ยางอาย  เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสื่อมเสียทั้งในปัจจุบันและอนาคต  เพื่อความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนา
 สรุปว่า  พุทธวิธีการบริหาร  ยึดหลักธรรมาธิปไตยเป็นสำคัญด้วยเหตุผลที่ว่า  ผู้บริหารเองต้องประพฤติธรรมและใช้ธรรมเป็นหลักในการบริหาร  พุทธวิธีบริหารจึงไม่เป็นทั้งเป็นอัตตาธิปไตย (การถือตนเองเป็นใหญ่)  และโลกาธิปไตย (การถือคนอื่นเป็นใหญ่)
 ๓.๑.๓  การบริหารรู้จักใช้เครื่องมือแห่งความสำเร็จ ๔ ข้อ (ปสิทธิธัมมูปกรณกถา)
 ในทางพระพุทธศาสนานั้น เมื่อเราพิจารณาถึงองค์ความรู้การบริหารเชิงพุทธแล้วสามารถนำหลักการมาประยุกต์ใช้  เพื่อบริหารจัดการองค์กร ให้บรรลุเป้าหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง  การนำหลักธรรมมาใช้นั้นมีหลักต่าง ๆ ดังนี้  หลักธรรมที่ใช้ประกอบกับการดำเนินงานให้เกิดความสำเร็จมี ๔ ประการ  คือ
๑. ศรัทธา  ทำให้ข้ามโอฆะได้
๒. ความไม่ประมาท  ทำให้ข้ามอรรณพได้
๓. ความเพียร  ทำให้ล่วงทุกข์ได้
๔. ปัญญา  ทำให้บริสุทธิ์ได้  
 ในพระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค อาฬาวกสูตร ยักขสังยุต  ได้แสดงเกี่ยวกับเรื่องว่าด้วยเครื่องมือแห่งความสำเร็จ ๔  ดังนี้
 “ความว่า คนจะข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา ๑  จะข้ามอรรณพได้ด้วยความไม่ประมาท ๑  จะล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร ๑  จะบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา”  
 ข้อ ๑  ศรัทธาที่อธิบายความว่าคนจะข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา หรือศรัทธาทำให้ข้ามโอฆะได้นั้นในการทำงานอะไรถ้าคนเราหรือผู้ทำงานนั้นไม่มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองกระทำผลของงานก็จะไม่สำเร็จแต่เมื่อเราทำด้วยความเชื่อมั่นว่าการกระทำในสิ่งนั้น ๆเมื่อสำเร็จแล้วจะได้ผลตามที่ตนคิดเหล่านี้โดยไม่ย่อท้ออุปสรรค ความเชื่อเหล่านี้จะข้ามพ้นอุปสรรคไปได้
 ข้อ ๒  ความไม่ประมาท  ทำให้ข้ามอรรณพได้ความหมายว่า การบริหารงานต่าง ๆ ถ้าเราทำด้วยความไม่ประมาทพิจารณาถึงเหตุผลคอยระมัดระวังจะทำให้งานเรียบร้อย ความประมาททำให้เกิดความผิดพลาดและมีปัญหาตามมาหลาย ๆ อย่าง การจะก้าวไปสู่ความสำเร็จต้องไม่มองข้ามปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่อมีปัญหาแล้วต้องรีบแก้ไขหาทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา การมองปัญหาว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่รีบหาทางแก้ไขหรือป้องกันถือว่ามีความประมาทความสำเร็จของงานจะไม่ราบรื่นหรือไม่สำเร็จตามเป้าหมายได้ดังนั้นหลักความไม่ประมาทจึงเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการที่ผู้นำหรือผู้บริหารต้องมีความตระหนักอยู่เสมอ
 ข้อ ๓  ความเพียร  ทำให้ล่วงทุกข์ได้หมายความว่า ความเพียรคือหัวใจสำคัญของการทำงานผู้นำหรือผู้บริหารเมื่อเจอปัญหาแล้วไม่อดทนไม่มีความเพียรพยายามที่จะแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นก็จะพบแต่ความทุกข์ใจ ผู้นำหรือผู้บริหารที่เข้าใจสภาพปัญหาแล้วค่อยเพียรพยายามแก้ไขด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้บรรลุเป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้ถึงแม้จะพบอุปสรรคปัญหาก็ยังไม่ถ้อถอยในที่สุดก็จะประสบความสำเร็จ ดังนี้ความเพียรจึงได้ชื่อว่า ทำให้ล่วงทุกข์ได้
 ข้อ ๔  ปัญญา  ทำให้บริสุทธิ์ได้ หมายความว่า การบริหารงานต่าง ๆ ของผู้นำต้องใช้ปัญญาพิจารณาไต่ตรอง มองให้ทะลุในปัญหาทุกด้าน
 สรุปได้ว่า  หลักธรรมที่ใช้ประกอบดำเนินงานให้เกิดความสำเร็จหรือที่เรียกทั่วไปว่า ปสิทธิธัมมูปกรณกถาหรือธรรมเป็นเครื่องมือแห่งความสำเร็จมี ๔ ประการ คือ ศรัทธาทำให้ข้ามโอฆะได้  ความไม่ประมาททำให้ข้ามอรรณพได้  ความเพียร ทำให้ล่วงทุกข์ได้  และปัญญาทำให้บริสุทธิ์ได้  บุคคลทั้งหลายควรมีเครื่องมือทั้ง ๔ ประการจะทำให้ประสบความสำเร็จได้
 ๓.๑.๔  หลักการบริหารเชิงพุทธ ๓ ข้อ
 การบริหารงานในพระพุทธศาสนามีหลักธรรมที่ใช้ในการบริหารเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ใน ทุติยปาปณิกสูตร อังคุตตรนิกาย  ปญจกนิบาต พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงลักษณะของนักบริหารไว้ ๓ ประการ   คือ
 ๑. จักขุมา  หมายถึง  มีปัญญามองการณ์ไกล เช่น ถ้าเป็นพ่อค้าหรือนักบริหารธุรกิจ ต้องรู้ว่าสินค้าที่ไหนได้ราคาถูก  แล้วนำไปขายที่ไหนจึงได้ราคาแพง  ในสมัยนี้ต้องรู้ว่าหุ้นจะขึ้นหรือจะตก  ถ้าเป็นนักบริหารทั่วไปต้องสามารถวางแผนและฉลาดในการใช้คน คุณลักษณะข้อนี้คือ มีความชำนาญในการใช้ความคิด
 ๒. วิธุโร  หมายถึง  จัดการธุระได้ดี  มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน  เช่น พ่อค้าเพชรต้องดูออกว่าเป็นเพชรแท้หรือเพชรเทียม  แพทย์หัวหน้าคณะผ่าตัดต้องเชี่ยวชาญการผ่าตัด  คุณลักษณะข้อนี้คือ  ความชำนาญด้านเทคนิค
 ๓. นิสสยสัมปันโน  หมายถึง  พึ่งพาอาศัยคนอื่นได้  เพราะเป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดี เช่น พ่อค้าเดินทางไปค้าขายต่างเมืองก็มีเพื่อนพ่อค้าในเมืองนั้น ๆ ให้ที่พักอาศัยหรือให้กู้ยืมเงิน เพราะมีเครดิตดี  นักบริหารที่ดีต้องผูกใจคนไว้ได้  คุณลักษณะข้อนี้สำคัญมาก “นกไม่มีขน คนไม่มีเพื่อน ขึ้นสู่ที่สูงไม่ได้”  คือ  ความชำนาญด้านมนุษยสัมพันธ์
 นอกจากนั้น  พระธรรมโกศาจารย์ ( ประยูร ธมฺมจิตฺโต )  ได้อธิบายไว้ว่า ลักษณะทั้ง ๓ ประการ มีความสำคัญมากน้อยต่างกันขึ้นอยู่กับระดับของนักบริหารถ้าเป็นนักบริหารระดับสูงที่ต้องรับผิดชอบในการวางแผนและควบคุมจำนวนมาก  ลักษณะข้อ ๑ และข้อ ๓  สำคัญมาก  ส่วนข้อที่ ๒ มีส่วนสำคัญน้อยเพราะเขาสามารถใช้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีความชำนาญเฉพาะด้านได้
 สำหรับนักบริหารระดับกลาง  ลักษณะทั้ง  ๓  ข้อ  มีความสำคัญพอ ๆ กัน คือ  เขาต้องมีความชำนาญเฉพาะด้านและมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา  ในขณะเดียวกันเขาต้องมีปัญญาที่มองภาพกว้างและไกล  เพื่อเตรียมตัวขึ้นเป็นนักบริหารระดับสูง  นักบริหารระดับกลางบางคนไม่ได้เตรียมตัวให้พร้อมในด้านสติปัญญา เมื่อขึ้นสูงก็ถูกผู้ใต้บังคับบัญชานินทาว่า “โง่แล้วยังขยัน”
 สำหรับนักบริหารระดับต้นที่ต้องลงเมื่อปฏิบัติงานร่วมพนักงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิดนั้น  ลักษณะข้อที่  ๒  และข้อที่  ๓  คือ ความชำนาญเฉพาะด้าน  และมนุษยสัมพันธ์  สำคัญมากแต่กระนั้นเขาก็ต้องพัฒนาคุณลักษณะ  ข้อที่  ๑  คือ ปัญญาเอาไว้เพื่อเตรียมเลื่อนสู่ระดับกลางต่อไป
 สรุปได้ว่า  หลักการบริหารเชิงพุทธเป็นการนำหลักที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสเกี่ยวกับการบริหารงานทุกระดับ  ผู้บริหารที่จะให้การบริหารงานสำเร็จลุล่วงได้ต้องมีคุณลักษณะ  ๓  ประการ  คือ
๑.  จักขุมา  มีปัญญามองไกล  ต้องมีความชำนาญในการใช้ความคิด
๒. วิธุโร  มีการจัดการธุระได้ดี  ต้องมีความชำนาญด้านเทคนิค
๓.  นิสสยสัมปันโน  มีการพึ่งพาอาศัยคนอื่นได้ต้องมีความชำนาญด้านมนุษย์สัมพันธ์
 ๓.๑.๕  การบริหารจัดการด้วยหลักสัปปุริสธรรม ๗  ข้อ
 ในพระสุตตันตปิฎก สังคีติสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค และธัมมัญญสูตร อังคุตรนิกาย สุตตนิบาต พระพุทธองค์ได้ตรัสการดำรงตน และการบริหาร  ดังนี้
 สัปปุริสธรรม ๗ คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
 ธัมมัญญู เป็นผู้รู้จักเหตุ ๑          อัตถัญญ เป็นผู้รู้จักผล ๑      
 อัตตัญญูเป็นผู้รู้จักตน ๑       มัตตัญญู เป็นผู้รู้จักประมาณ ๑
 กาลัญูญ เป็นผู้รู้จักกาล ๑           ปริสัญญู เป็นผู้รู้จักบริษัท ๑         
 ปุคคลัญญู เป็นผู้รู้จักบุคคล ๑
 หลักสัปปุริธรรม ๗  หมายถึง ธรรมของสัตบุรุษเป็นคุณสมบัติของผู้ดี ระบบผู้ดี หรือ ที่เรียกว่า  สัปปุริสธัมมกถา ๗ คือ
๑. ธัมมัญญุตา  ความรู้จักเหตุ
๒. อัตถัญญุตา  ความรู้จักผล
๓. อัตตัญญุตา  ความรู้จักตน
๔. มัตตัญญุตา  ความรู้จักประมาณ
๕. กาลัญญุตา  ความรู้จักกาล
๖. ปรัสัญญุตา  ความรู้จักชุมชน
๗. ปุคคลัญญุตา  ความรู้จักบุคคล (ปุคคลปโรปรัญญุตา)
 การบริหารจัดการด้วยหลักสัปปุริสธรรม ๗ นี้ผู้บริหารต้องมีความฉลาดในปัญญา พิจารณาสถานการณ์ต่างๆ ให้เหมาะสม  แต่ถ้ายึดถึงความเป็นสำคัญแต่ละข้อนั้นถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง  ผู้บริหารรู้จักตนเองและเรียงตามลำดับข้อที่  ๑ , ๒, ๓ , ๔ , ๕ , ๖, ๗  คือ มีเหตุผล รู้จักความพอดีแก่เวลาแก่ชุมชนและบุคคลต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารในหมู่คณะถ้าขาดข้อธรรมข้อใดข้อหนึ่งอาจทำให้ไม่สะดวกราบรื่นที่ว่า  สัปปุริสธรรมเป็นคุณสมบัติของผู้ดีต้องมีธรรมเหล่านี้ประจำไว้  และนำไปใช้ปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ในการดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสม
 ในการบริหารจัดการด้วยหลักสัปปุริสธรรม  ผู้บริหารต้องเป็นคนมีเหตุมีผล  รู้จักตนเอง ว่าการบริหารงานได้ดีหรือบกพร่องตรงไหนงานนั้นเกินกำลังที่จะทำด้วยตนเองหรือต้องหาคนช่วยมากน้อยแค่ไหน  สถานที่เราทำงานอยู่นั้นมีความเหมาะสมหรือไม่  ใคร่ควรเป็นผู้ที่จะทำหน้าที่ช่วยเราได้ในเวลาใดบ้าง ดังนั้น ผู้บริหารควรยึดหลักธรรมที่ดี ๆ และฉลาดเลือกใช้หลักธรรมแต่ละข้อให้เหมาะสมกับสถานการณ์จึงจะทำให้เกิดความสำเร็จด้วยดี
 สำหรับหลักพุทธธรรมที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตของชาวพุทธมีอยู่หลายลักษณะ และการดำเนินชีวิตในแต่ละวันย่อมมีวิธีคิด  วิธีการทำงานที่แตกต่างกัน ในส่วนที่เหมือนกันคือชาวพุทธมีการนำหลักพุทธธรรมไปประยุกต์ใช้ในการทำงานตามความเหมาะสมของแต่ละคน  แต่ละครอบครัวตลอดจนในแต่ละอาชีพ  ในการศึกษาการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการบริหารจัดการวงหมอลำคณะเสียงอิสานในงานวิจัยนี้ที่ผู้วิจัยนำมาศึกษา โดยแบ่งเป็นประเด็นหลักไว้  ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ  คือ ๑) หลักพุทธธรรมที่ประยุกต์ใช้ด้านจริยศิลป์ (จริยธรรมในการแสดง) เกี่ยวกับหัวข้อเบญจศีลเบญจธรรม  อปริหานิยมธรรม ๗ เทวธรรม (หิริ-โอตตัปปะ)  ๒) หลักพุทธธรรมที่ประยุกต์ใช้ในการบริหารวง  เกี่ยวกับพรหมวิหาร ๔  อิทธิบาท ๔  สัจจะ (ความซื่อสัตย์และตรงต่อเวลาการแสดง) ความรู้จักกตัญญูกตเวที  ซึ่งผู้วิจัยนำมาวิเคราะห์  ดังต่อไปนี้
๓.๒  หลักพุทธธรรมที่ประยุกต์ใช้ด้านจริยศิลป์ (จริยธรรมในการแสดง)
 ในการวิเคราะห์หลักพุทธธรรมที่ประยุกต์ใช้ด้านจริยศิลป์หรือจริยธรรมในการแสดงมีหลักพุทธธรรมในประเด็นที่ต้องวิจัยอยู่ ๓ ประเด็นคือ เบญจศีลเบญจธรรม อปริหานิยมธรรม ๗ และเทวธรรม (หิริ-โอตตัปปะ) ตามที่วิเคราะห์ดังนี้
 ๓.๒.๑  เบญจศีล เบญจธรรม
 เบญจศีล หมายถึง ศีล ๕  คือการละปาณาติบาต ชื่อว่าศีล เวรมณี การงดเว้น ชื่อว่าศีล เจตนา ชื่อว่าศีลสังวรชื่อว่าศีล  การไม่ล่วงละเมิดชื่อว่าศีล
 ศีล ๕ หรือเบญจศีล หมายถึง  ความประพฤติชอบทางกายและวาจาให้เรียบร้อย  การรักษาปกติตามระเบียบวินัย  ข้อปฏิบัติในการเว้นจากความชั่ว  การควบคุมให้ตั้งอยู่ในความไม่เบียดเบียนมี ๕ ข้อ  คือ
 ๑. ปาณาติปาตา เวรมณี หมายถึงเว้นจากการปลงชีวิต เว้นจากการฆ่าการประทุษร้ายกัน
 ๒. อทินนาทานา เวรมณี หมายถึง เว้นจากการถือเอาของที่เขามิได้ให้ เว้นจากการลักโกง ละเมิดกรรมสิทธิ์ทำลาย  ทรัพย์สิน
 ๓. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี หมายถึง เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการล่วงละเมิดสิ่งที่ผู้อื่นรักใคร่หวงแหน
 ๔. มุสาวาทา เวรมณี หมายถึง เว้นจากการพูดเท็จ โกหก หลอกลวง
 ๕. สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี หมายถึง เว้นจากน้ำเมาคือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เว้นจากสิ่งเสพติดให้โทษ
 เบญจธรรม  หมายถึง ธรรม ๕ ธรรมอันดีงามห้าอย่าง คุณธรรมห้าประการคู่กับเบญจศีล เป็นธรรมเกื้อกูลแก่การรักษาเบญจศีล ผู้รักษาเบญจศีลควรมีไว้ประจำใจ ได้แก่
๑. เมตตากรุณา ความรักความใคร่ปรารถนาให้มีความสุข ความเจริญและความสงสารคิดช่วยให้พ้นทุกข์คู่กับศีลข้อ ๑
๒. สัมมาอาชีวะ การหาเลี้ยงชีพในทางสุจริตคู่กับศีลข้อ ๒
๓. กามสังวร ความสังวรในกาม ความสำรวม ระวัง รู้จักยับยั้งควบคุมตนในทางกามารมณ์ ไม่ให้หลงใหลในรูปเสียง กลิ่น รส และสัมผัส คู่กับศีลข้อ ๓
๔. สัจจะ ความสัตย์ ความซื่อตรง คู่กับศีลข้อ ๔
๕. สติสัมปชัญญะ ระลึกได้และรู้ตัวเสมอ คือฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิดรู้สึกตัวเสมอว่า สิ่งใดควรทำและไม่ควรทำ ระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาท คู่กับศีลข้อ ๕
   แนวทางการประยุกต์ใช้หลักเบญจศีลเบญจธรรมในการบริหารวง ของวงดนตรีหมอลำคณะเสียงอิสานมีการนำพุทธธรรมที่เกี่ยวข้องกับจริยศิลป์  กล่าวคือ เบญจศีลเบญจธรรมมาใช้  มีการนำหลักการที่ไม่ให้มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งภายในวงให้มีความรักใคร่ปรารถนาที่ดีต่อกัน ให้คิดช่วยเหลือกันภายในคณะรักกันเหมือนพี่น้องเอ็นดูกัน การอยู่ร่วมกันให้ทุกคนมีความจริงใจต่อกัน ห้ามลักขโมยของสมาชิกร่วมงานกัน  ศีลข้อ ๓  ทางคณะมีกฎห้ามอยู่ร่วมกันฉันชู้สาว การควบคุมคือให้ทุกคนมีความสำรวมในกามารมณ์ ไม่ให้หลงระเริง  มีความพอดีไม่ติดใน รูป รส กลิ่น เสียง หรือยินดีในอารมณ์ต่าง ๆ จนเกินตัว  สมาชิกทุกคนในคณะต้องมีความซื่อสัตย์  ซื่อตรงต่อกัน พูดแต่ความจริงไม่เอารัดเอาเปรียบกันยินดีเฉพาะส่วนที่ตนเองจะพึงได้เท่านั้น  ประการสุดท้ายคือให้ทุกคนฝึกฝนตนเองตลอดเวลา ให้ทำเฉพาะสิ่งใดที่ควรทำ ให้ละในสิ่งที่ควรละ การฝึกให้สมาชิกทุกคนไหว้พระสวดมนต์ทุกวัน  ก็เพื่อเป็นการกระตุ้นให้มีจิตใจสบาย  เกิดความสงบ  การพูดหรือการสวดบ่อย ๆ  เป็นการปลูกฝังจริยธรรมให้เกิดแก่ลูกวงทุกคน  การแสดงถ้าคณะไม่มีศีลธรรมถึงจะแสดงอย่างไรก็ไม่มีความสนุกสนาน  การแสดงหมอลำบทแต่ละบทที่จะแสดงต้องให้ออกมาจากจิตใจ  ดังนั้นการนำหลักเบญจศีล เบญจธรรมมาประยุกต์ใช้ก็เป็นการบังคับเบื้องต้นให้รู้จักควบคุมตนเอง ให้แสดงเฉพาะส่วนที่ควรแสดงได้ ให้ทุกคนรู้จักซื่อสัตย์ต่ออาชีพของตนเอง ไม่ทรยศต่ออาชีพ ไม่เอาเปรียบผู้ฟัง  การประยุกต์ใช้หลักจริยศิลป์เป็นการรู้จักใช้ศิลปะที่ถูกต้อง มีการประพฤติหรือการแสดงที่ถูกใจผู้ฟังผู้ชม ผู้เป็นแนวหน้ามีความตระหนักเอาใจใส่เรื่องการแสดงให้มีความตระหนักตามหลักเบญจศีล เบญจธรรม วงดนตรีหมอลำคณะเสียงอิสานได้นำหลักการของพุทธธรรมดังกล่าวมาใช้ในการบริหารจัดการจึงได้รับความนิยมมีชื่อเสียงจากอดีตสู่ปัจจุบัน
 สรุปได้ว่า  แนวทางประยุกต์ใช้เบญจศีล เบญจธรรม ในการบริหารวงมี ๒ แนวทาง คือ ประยุกต์ใช้ในการแสดงหน้าเวทีให้รู้จักควบคุมอารมณ์ มีสติสัมปชัญญะ อะไรควรพูดควรแสดง อะไรไม่ควรพูดไม่ควรแสดง ไม่พูดคำหยาบมีความรักปรารถนาดีต่อกัน มีความซื่อสัตย์ต่อการแสดง ส่วนแนวทางที่ ๒ คือ ให้สมาชิกในวงรู้จักการดำเนินชีวิตในแต่ละวันให้รู้จักปฏิบัติตาม  ศีล ๕  และปฏิบัติตามหลักของสัจจะธรรม ๕  มีความเมตตาต่อคนทั่วไป ประกอบอาชีพที่สุจริต  มีความซื่อสัตย์ต่อครอบครัว  รู้จักควบคุมอารมณ์  กระทำในสิ่งที่ถูกต้องไม่ประมาทในการดำเนินชีวิตของตัวเอง
 ๓.๒.๒ อปริหานิยธรรม ๗
 อปริหานิยธรรม หมายถึง ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม   เป็นธรรมที่เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียว สำหรับหมู่ชนหรือผู้บริหารบ้านเมือง ได้แก่
 ๑.  หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์
 ๒. พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำสิ่งที่พึงทำ และแปลอีกนัยหนึ่งว่า พร้อมเพรียงกันลุกขึ้นป้องกันบ้านเมือง พร้อมเพรียงกันทำกิจทั้งหลาย
 ๓. ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ (อันขัดต่อหลักการเดิม) ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้ (ตามหลักการเดิม) ถือปฏิบัติตามวัชชีธรรม (หลักการ) ตามที่วางไว้เดิม
 ๔. ท่านเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่ในชุมชาววัชชี เคารพนับถือท่านเหล่านั้น เห็นถ้อยคำของท่านว่าเป็นสิ่งอันควรรับฟัง
 ๕. บรรดากุลสตรีกุลกุมารีทั้งหลายให้อยู่ดีโดยมิถูกข่มเหง หรือฉุดคร่าขืนใจ
 ๖. เคารพสักการบูชาเจดีย์ (ปูชนียสถานและปูชนียวัตถุ ตลอดถึงอนุสาวรีย์ต่าง ๆ) ของวัชชี (ประจำชาติ) ทั้งหลาย ทั้งภายในและภายนอก ไม่ปล่อยให้พลที่เคยให้เคยทำแก่เจดีย์เหล่านั้นเสื่อมทรามไป
 ๗. จัดให้ความอารักขา คุ้มครอง ป้องกัน อันชอบธรรม แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย (ในที่นี้กินความกว้าง หมายถึง บรรพชิตผู้ดำรงธรรมเป็นหลักใจของประชาชนทั่วไป) ตั้งใจว่า ขอพระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังมิได้มา พึงมาสู่แว่นแคว้น ที่มาแล้วพึงอยู่ในแว่นแคว้นโดยผาสุก
 อปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ พระพุทธเจ้าตรัสแสดงแก่เจ้าวัชชีทั้งหลายผู้ปกครองรัฐโดยระบอบสามัคคีธรรม
 แนวทางการประยุกต์ใช้หลักอปริหานิยธรรม ๗  ในการบริหารวง หลักอปริหานิยธรรมเป็นหลักเพื่อส่งเสริมความเจริญ บุคคลกลุ่มใดประพฤติปฏิบัติอยู่เนืองนิตย์จะไม่พบกับความเสื่อม ผู้เป็นหัวหน้าเป็นผู้บริหารควบคุมคนเป็นจำนวนมากสมควรยึดหลักธรรมเหล่านี้ไว้เป็นหลักในการบริหาร วงดนตรีหมอลำคณะเสียงอิสานมีหลักการบริหารหมู่คณะให้เป็นไปด้วยดีตามหลักอปริหานิยธรรมอันเป็นหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า กล่าวคือ มีกติกาไว้ว่า เมื่อรวมวงซ้อมเตรียมการแสดงทุกคนต้องมาซ้อมพร้อมกันทุกคน ก่อนการแสดงก็ต้องมีการซักซ้อมบทที่ตัวเองรับผิดชอบทุกครั้ง ทุกคนในคณะต้องพร้อมเพรียงกันตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ทำงานช่วยกันในส่วนที่พึงช่วย พร้อมเพรียงกันสร้างชื่อเสียงให้กับคณะ ไม่คิดทำสิ่งที่เป็นเรื่องขัดแย้งกับหลักการเดิมใช้หลักการอันเป็นที่ยอมรับมาใช้ไม่ให้ทุกคนทำผิดหลักการให้ปฏิบัติตามหลักกติกาของคณะ ให้ทุกคนมีความเคารพต่อผู้ใหญ่ในคณะ ยอมรับฟังคำแนะนำผู้มีประสบการณ์หรือผู้ใหญ่ผู้มีความรู้ในเรื่องที่สมควรรับฟัง ห้ามมิให้นักแสดงชายหญิงอยู่ร่วมกัน ผู้ชายไม่ให้ข่มเหงรังแกผู้หญิง ห้ามทำผิดประเพณีให้เกียรติแก่สตรี เมื่อไปแสดงสถานที่ต่าง ๆ ก็ให้แสดงความเคารพสถานที่ที่ไปแสดง รู้จักสักการะบูชาไม่ให้กระทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมในสถานที่ที่ชาวบ้านเคารพบูชา ให้สมาชิกในวงทุกคนรู้จักทำบุญให้พระสงฆ์ทางคณะได้ให้การอุปถัมภ์พระสงฆ์อันเป็นที่เคารพบูชาของชาวบ้าน แม้ชาวคณะทุกคนก็ต้องให้ปฏิบัติเช่นเดียวกัน
 จากการประยุกต์หลักธรรมที่กล่าวมาพอสรุปแนวทางสำคัญได้ ๔ แนวทาง คือ
 ๑. แนวทางที่ใช้หลักความพร้อมเพรียงกันทั้งการเตรียมความพร้อมก่อนการแสดง ช่วงการแสดง และหลังการแสดงเสร็จเพราะหลักความพร้อมเพรียงกันนำมาซึ่งความสุข
 ๒. แนวทางให้ยึดกฎกติกาของชาวคณะของสังคมท้องถิ่น ยึดหลักการตามข้อสัญญาของผู้เชิญไปแสดง
 ๓. แนวทางให้มีความสัมมาคารวะ อ่อนน้อมถ่อมตนเคารพต่อพระสงฆ์  สามเณร  ผู้ใหญ่  ผู้มีอายุ  ผู้มีบุญคุณ  มีหัวหน้า  มีลูกน้อง  และให้เกียรติสตรีและเด็ก
 ๔. แนวทางให้เคารพต่อสถานที่อันเป็นที่เคารพสักการะของคนในท้องถิ่น เคารพปูชนียสถานต่าง ๆ ของชาติ  เช่น  ศาสนสถาน  อนุสาวรีย์ผู้ทำประโยชน์แก่ชาติ  เคารพผู้เป็นครูอาจารย์ การเอาใจใส่ตอบแทนให้การอุปถัมภ์วัด  และพระสงฆ์ทั้งหลาย
 ๓.๒.๓ เทวธรรม (หิริ-โอตตัปปะ)
 เทวธรรม (หิริ-โอตตัปปะ) หมายถึง ธรรมคุ้มครองโลก  เป็นธรรมที่ช่วยให้โลกมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่เดือดร้อนและสับสนวุ่นวาย คือ หิริ หมายถึง ความอายบาป ละอายใจต่อการทำความชั่ว โอตตัปปะ หมายถึง ความกลัวบาป เกรงกลัวต่อความชั่ว  ความละอายใจต่อการทำความชั่ว ความเกรงกลัวต่อบาปหรือความชั่วเป็นธรรมฝ่ายขาว เป็นธรรมตรงข้ามกับฝ่ายดำ คือไม่เกรงกลัวบาป ไม่มีความละอายใจ บุคคลผู้มีธรรมฝ่ายขาวทั้ง ๒ ประการ ย่อมมีความสง่างามในการดำเนินชีวิต  เทวธรรม คือ ธรรมคุ้มครองโลก เป็นธรรมที่ปกป้องไม่ให้ทำความชั่ว  มีการเรียกว่า ธรรมคุ้มครองโลกบ้าง  ธรรมเป็นโลกบาลบ้าง  ซึ่งก็คือความหมายเดียวกัน
 แนวทางการประยุกต์ใช้หลักเทวธรรม  ในการบริหารคณะ หลักเทวธรรมที่เรียกว่าธรรมคุ้มครองโลก  เป็นหลักธรรมที่เป็นเครื่องป้องกันไม่ให้คนทำชั่ว  จะทำอะไรก็มีความละอายใจ  มีความเกรงกลัวต่อบาป การใช้หลักเทวธรรมในการดำเนินชีวิต  หรือประกอบอาชีพย่อมนำความสุขมาให้ตน  การบริหารงานผู้นำต้องมีความละอายใจที่จะเอารัดเอาเปรียบลูกน้อง  หรือผู้ใต้บังคับบัญชามีความเกรงกลัวต่อบาปหรือโทษ  หัวหน้าวงดนตรีหมอลำคณะเสียงอิสานมีแนวทางในการบริหารคณะด้วยอาศัยหลักเทวธรรมเป็นผู้ปฏิบัติเป็นแบบอย่างแก่ลูกน้อง  และวางกติกาพร้อมกับให้สมาชิกในคณะกระทำแต่สิ่งที่ดีงามให้รู้จักมีความละอายใจที่จะเอารัดเอาเปรียบคนอื่น การรับเชิญไปแสดงก็ไม่เอารัดเอาเปรียบเจ้าภาพ  คิดหาแต่สิ่งที่จะให้ความสนุกสนานเหมาะสมกับกาลเวลา ไม่เอาเปรียบผู้ฟัง วิธีการที่นำหลักเทวธรรมมาใช้คือ  การให้ผู้แสดงมีความสำนึกตัวเองอยู่ตลอดเวลาให้มีความละอายใจที่จะพูด  จะคิด หรือจะทำ   การให้ฝึกฝนตนเองสวดมนต์ไหว้พระเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้สมาชิกในคณะเป็นผู้มีศีล  เมื่อทุกคนปฏิบัติตามหลักของศีลธรรมแล้วก็จะมีความละอายใจ  มีความเกรงกลัวต่อการกระทำที่เป็นโทษ  หรือเป็นความชั่ว  มีการฝึกให้ชาวคณะได้รู้จักการปฏิบัติให้ถูกกาลเทศะมีความปรารถนาดีต่อทุกคน  เมื่อจิตใจมีความปรารถนาดีต่อคนอื่นแล้ว  ก็เท่ากับว่าเบื้องต้นก็มีความละอายใจเกรงกลัวต่อบาปกรรม   คนเราควรมีความละอายใจที่จะทำความชั่วอันจะนำความเดือดร้อนมาสู่ตนเองและคนอื่น  มีความเกรงกลัวว่าสิ่งที่กระทำลงไปนั้น เป็นการกระทำที่นำไปสู่ความเสื่อม  คนเหล่านั้นได้ชื่อว่า มีธรรมที่จะรักษาสังคมให้อยู่อย่างเป็นสุข
 สรุปได้ว่า  แนวทางการประยุกต์ใช้หลักเทวธรรมในการบริหารวงของหมอลำคณะเสียงอิสานมี ๒ แนวทาง คือ
 ๑. การให้สมาชิกในวงทุกคนรู้จักละอาย ไม่ให้กระทำความผิดกฎกติกาการให้อยู่ร่วมกันแบบพี่น้อง รู้จักเสียสละให้กระทำแต่สิ่งที่ดีเป็นประโยชน์แก่ชาวคณะ ป้องกันไม่ให้นำความเสียหายมาสู่หมู่คณะในขณะแสดงให้มีความละอายในการพูด  การคิด และการกระทำให้แสดงออกมาแต่สิ่งดี ๆ มีประโยชน์ต่อผู้ฟัง
 ๒. การให้สมาชิกในวงมีการควบคุมอารมณ์อดทนต่อความลำบาก  มีความเสียสละ  มีความสามัคคีพร้อมเพรียงกัน  เอาใจใส่ดูแลช่วยเหลือกัน  เป็นวิธีการที่ทางหัวหน้าคณะนำมาใช้กับลูกน้องในคณะ
๓.๓  หลักพุทธธรรมที่ประยุกต์ใช้ในการบริหารวง
 การวิเคราะห์หลักพุทธธรรมที่ประยุกต์ใช้ในการบริหารวงอันเป็นหลักคุณธรรม เพื่อให้ชาวคณะมีความผาสุก การนำหลักธรรมมาใช้ในการดูแลสมาชิกในวงของผู้บริหารโดยเฉพาะผู้จัดการและหัวหน้าคณะมีหลายประเด็นแต่ผู้วิจัยนำมาวิเคราะห์เพียง ๔ ประเด็นเท่านั้น เพื่อให้เห็นความสอดคล้องกับหลักธรรมที่ยกมาว่ามีวิธีการบริหารอย่างไรนำมาประยุกต์อย่างไร หลักธรรม  ทั้ง ๔ คือ พรหมวิหาร ๔  อิทธิบาท ๔  สัจจะ (มีความซื่อสัตย์และตรงต่อเวลาการแสดง) และความรู้จักกตัญญูกตเวที ทั้ง ๔ ประเด็น  มีผลวิเคราะห์ ดังนี้
 ๓.๓.๑  พรหมวิหาร ๔
 ในพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค กล่าวถึง พรหมวิหาร ว่า หมายถึง ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหม ธรรมเครื่องอยู่อย่างพรหม 
 พรหมวิหาร ๔ หมายถึง ธรรมเป็นอยู่อย่างประเสริฐ ธรรมประจำใจอันประเสริฐ หลักความประพฤติที่ประเสริฐบริสุทธิ์ ธรรมที่ต้องมีไว้เป็นหลักใจและกำกับความประพฤติ จึงจะชื่อว่าดำเนินชีวิตหมดจด และปฏิบัติตนต่อมนุษย์สัตว์ทั้งหลายโดยชอบ มี ๔ ประการ คือ
 ๑.  เมตตา ได้แก่ ความรักใคร่ ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุขมีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า
 ๒. กรุณา ได้แก่ ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์
 ๓. มุทิตา ได้แก่ ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยการแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ ต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป
 ๔. อุเบกขา ได้แก่ ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือมีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราชั่ง ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลายทำแล้วอันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันประกอบพร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติตามธรรม รวมทั้งรู้จักความสงบใจมองดูในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมควรกับความรับผิดชอบของตน
 แนวทางการประยุกต์ใช้หลักพรหมวิหาร ๔  ในการบริหารคณะ  พรหมวิหารเป็นธรรมเครื่องอยู่ของพรหม พ่อแม่ที่ดูแลลูกต้องใช้หลักธรรมนี้ ครูอาจารย์ หัวหน้าต้องมีพรหมวิหารประจำใจ  แม้แนวทางปฏิบัติก็เพื่อควบคุมความประพฤติ  และปฏิบัติตนต่อเพื่อนมนุษย์ หลักพรหมวิหารทั้ง ๔ ข้อ นั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารหมู่คณะ โดยหัวหน้าต้องปฏิบัติเสมือนพรหม คือ  มีเมตตาความรักใคร่ปรารถนาดี  ต้องการให้ลูกน้องมีความสุขกันทุกคน ให้ลูกน้องมีไมตรีจิต  มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อหมู่คณะ  มีความยินดีเมื่อเพื่อนร่วมคณะมีชื่อเสียงโด่งดัง  หัวหน้าก็สนับสนุนยกย่องชมเชย มีความคิดที่จะช่วยเหลือสังคมช่วยเหลือเพื่อนร่วมคณะ ผู้ใดได้รับความเดือดร้อนเข้าไปช่วยเหลือตามความสามารถของตนเอง หัวหน้าคณะเป็นตัวอย่างที่ดีของหมู่คณะมีจิตใจเป็นกลางไม่เอนเอียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ซ้ำเติมผู้ที่ได้รับทุกข์จากผลที่เขาได้กระทำเอาไว้ การอยู่ร่วมกับลูกน้องต้องมีปัญญาพิจารณาถึงเหตุผลต่างๆไม่แสดงความเสียใจหรือดีใจจนมากเกินไป  
 ดังนั้น  คุณลักษณะหัวหน้าต้องเป็นผู้ที่ตั้งมั่นในหลักธรรมทั้ง ๔ ประการ  จึงจะสามารถนำพาหมู่คณะไปสู่ความสำเร็จได้  แม้ลูกน้องก็เช่นเดียวกันต้องมีความปรารถนาดีต่อเพื่อนร่วมวง คอยห่วงใยเพื่อนให้การปลอบใจแก่เพื่อนผู้ได้รับความทุกข์ช่วยเหลือกันมีการทำจิตใจให้ร่าเริงเบิกบานยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่ตลอดเวลา  รู้จักวางเฉยต่อเรื่องที่ไร้สาระ การนำหลักพรหมวิหารมาใช้ในการบริหารวงจึงมีแนวทางประยุกต์ใช้อยู่ ๒ ประการกล่าวคือ ๑) ประยุกต์ใช้ให้ทุกคนมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีจิตใจที่มองคนอื่นในทางที่ดี  ๒) ประยุกต์ใช้ให้รู้จักฝึกปฏิบัติตนให้เป็นผู้ที่มีจิตใจร่าเริง  คอยดูแลผู้อื่นไม่อิจฉาริษยามีความรักใคร่ปรองดองกัน  ยิ้มแย้มกับผู้ชมปรารถนาให้ผู้ชมมีความสุขจากการฟัง  การชม  มีปัญญาแยกแยะผู้ชมที่อาจเข้ามารบกวนในขณะที่กำลังแสดงมองด้วยใจเป็นกลาง
 ๓.๓.๒  อิทธิบาท ๔
 อิทธิบาท หมายถึง คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จหรือคุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย  ประกอบด้วยหลักสำคัญ ๔ ข้อด้วยกัน ดังนี้
 ๑.  ฉันทะ คือ ความพอใจ ได้แก่ ความต้องการที่จะทำใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ
 ๒. วิริยะ คือ ความเพียร ได้แก่ ขยันหมั่นเพียรประกอบสิ่งนั้น ด้วยความพยายามเข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย
 ๓. จิตตะ คือ ความคิด ได้แก่ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป
 ๔. วิมังสา คือ ความไตร่ตรอง ทดลอง ได้แก่ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญ ตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง
 แนวทางการประยุกต์ใช้ในการบริหารวง หลักธรรมอิทธิบาทหรือธรรมที่เป็นคุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จหรือคุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย  สามารถนำไปประยุกต์ใช้สำหรับการบริหารวงเพื่อให้การดำเนินการแสดงของคณะคือการอยู่ร่วมกัน  การแสดงหน้าเวทีตลอดจนการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ภายในวงการรับสมัคร  การทำโทษผู้ฝ่าฝืนกลยุทธ์การตลาดและการประชาสัมพันธ์จะต้องใช้หลักธรรมอิทธิบาทในการบริหารวงอย่างสม่ำเสมอ 
 ดังนั้น การยึดหลักอิทธิบาทนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการวงดนตรีหมอลำคณะเสียงอิสานจนประสบความสำเร็จแล้ว   อีกทั้งยังเป็นธรรมที่ทุกคนสามารถจะนำไปปรับใช้ในการบริหารงานได้ทุกประเภท  เพราะมีความเชื่อมโยงกันไปอย่างดีสามารถทำให้ผู้ใช้บรรลุถึงเป้าหมายที่ตนตั้งไว้  หากเป็นเป้าหมายอันชอบธรรมหมวดนี้  การศึกษาเล่าเรียน  การทำงานและอาชีพต่าง ๆ เหล่านั้นต้องใช้ให้มาก  เพราะจะต้องมีความพึงพอใจ  ความตั้งใจ  ความเอาใจใส่และความฉลาดในการบริหารงาน  การบริหารงานย่อมจะอำนวยผลหรือประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน
 ๓.๓.๓  สัจจะ (มีความซื่อสัตย์และตรงต่อเวลาการแสดง)
 สัจจะ หมายถึง ความจริง  ได้กล่าวถึงสัจจะ ๒ คือ
 ๑. สมมติสัจจะ ได้แก่ ความจริงโดยสมมติ ความจริงที่ถือตามกำหนดหมายตกลงกันไว้ของชาวโลก เช่นว่า คน สัตว์ โต๊ะหนังสือ
 ๒.ปรมัตถสัจจะ ได้แก่ ความจริงโดยปรมัตถ์ ความจริงตามความหมายขั้นสุดท้ายที่ตรงตามสภาวะ เช่น รูป นาม เวทนา จิต เจตสิก
 สัจจะ เป็นหลักธรรมข้อหนึ่งที่ปรากฏในเบญจธรรม หมายถึง ความสัตย์ ความซื่อตรง
 ส่วนสัจจะ ในอีกความหมายตามที่ปรากฏในฆราวาสธรรม หมายถึง ธรรมสำหรับฆราวาส ธรรมสำหรับการครองเรือน เป็นธรรมข้อแรกของธรรมหมวดนี้ สัจจะ หมายถึง ความจริง ซื่อตรง ซื่อสัตย์ จริงใจ พูดจริง ทำจริง
 การให้คำนิยามของคำว่า สัจจะ นอกจากที่กล่าวมานี้  ยังปรากฏอยู่ในธรรมหมวดอื่นหลาย ๆ หมวดซึ่งก็มีความหมายเช่นเดียวกัน คือ ความจริงความซื่อตรง ซื่อสัตย์ ธรรมข้อนี้เป็นหลักธรรมที่ทุกคนต้องมีต้องศึกษาให้เข้าใจและต้องใช้ในชีวิตประจำวันตลอดเวลา
 แนวทางการประยุกต์ใช้หลักสัจจะในการบริหารวง หลักสัจจะเป็นหลักธรรมข้อหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่ามีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิต เพราะหลักสัจจะนี้ทำให้เราเห็นความจริงของชีวิต ความจริงในการดำรงอยู่ในสังคมว่าทุกคนต้องมีความจริงใจ ความซื่อตรง ความซื่อสัตย์ต่อกัน หลักธรรมนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้สำหรับการบริหารวงของหมอลำคณะเสียงอีสานได้ เพื่อให้การดำเนินในด้านการแสดงบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ การบริหารวงนั้นผู้เป็นหัวหน้าต้องมีความซื่อสัตย์ จริงใจต่ออาชีพของตนเอง ซื่อตรงจริงใจต่อหมู่คณะที่อยู่ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความซื่อสัตย์ ซื่อตรง จริงใจต่อเวลาการแสดง เพราะถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของอาชีพการแสดง 
 การบริหารองค์กรหัวใจอันดับแรก  คือ ความซื่อสัตย์จริงใจต่อเพื่อนร่วมงาน รักษาหลักการข้อตกลง  สัจจะนี้มีความจำเป็นต้องมีประจำใจทุกคน  เพราะถ้าหากแสดงความจริงใจต่อกันแล้วสามารถร่วมงานร่วมสังคมกันไปได้นาน ทุกคนต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจความจริงใจที่จะการดำเนินงานเรื่องนั้น ๆ ให้สำเร็จเป้าหมาย  การที่จะรักษาพวกพ้องได้ต้องมีความจริงใจต่อเขา การจะรักษาชื่อเสียงและความนิยมได้  ก็ต้องมีความซื่อตรงต่อเวลาแสดงตามข้อตกลงตามเงื่อนไขของเวลา
 ๓.๓.๔  ความรู้จักกตัญญูกตเวที
 ในแง่ความหมายของคำต่าง ๆ ผู้วิจัยเห็นว่า มีความจำเป็นที่จะต้องนำมากล่าวในที่นี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจบริบทของศัพท์ว่า กตัญญูกตเวที ได้แก่ กตัญญู และกตเวที ดังนี้
 ๑. กตัญญู เป็นคำภาษาบาลีและเป็นคำนาม หมายถึง ผู้รู้อุปการะที่ท่านทำให้, ผู้รู้คุณท่าน, เป็นคำคู่กันกับกตเวที
 ๒. กตัญญู เป็นคำกิริยานามปุงลิงค์และคำวิเสสนะ แปลว่า ผู้รู้ซึ่งอุปการะอัน บุคคลอื่นทำแล้วแก่ตนโดยปกติ มีรูปวิเคราะห์ว่า กตํ อุปการํ ชานาติ สีเลนาติ กตญฺญู แปลว่า ผู้มีปกติรู้ซึ่งอุปการะอันบุคคลอื่นทำแก่ตน มีรูปวิเคราะห์ว่า กตํ ชนิตุ สีลมสฺสาติ กตญฺญู แปลว่าผู้รู้อุปการะอันบุคคลอื่นทำแล้วแก่ตน มีรูปวิเคราะห์ว่า กตํ อุปการํ ชานาตีติ กตญฺญู
 ๓. กตัญญุตา เป็นคำนาม หมายถึง ความกตัญญู, ความเป็นผู้รู้อุปการคุณที่ท่านทำให้, ความเป็นผู้รู้คุณท่าน
 ๔. กตัญญุตา เป็นคำกิริยานามอิตถีลิงค์หรือเพศหญิง แปลว่า ความเป็นแห่งบุคคลผู้รู้ซึ่งอุปการะอันบุคคลอื่นทำแล้วแก่ตน, ความเป็นแห่งบุคคลผู้รู้ซึ่งอุปการะอันบุพการีชนทำแล้ว,   ความเป็นแห่งบุคคลผู้กตัญญู,   ความเป็นผู้กตัญญู     มีรูปวิเคราะห์ว่า กตญฺญุสฺส ภาโว กตญฺญุตา
 ส่วนความหมาย กตเวที คือ
 ๑. กตเวที เป็นคำคุณศัพท์หรือกริยาวิเศษณ์ หมายถึง ผู้ประกาศคุณท่าน, ผู้สนองคุณท่าน, เป็นคำคู่กันกับ กตัญญู
 ๒. กตเวที เป็นคำวิเสสนะ แปลว่า ยังบุคคลให้รู้ซึ่งอุปการะอันบุคคลอื่นทำแล้ว แก่ตน, ยังบุคคลให้รู้ซึ่งคุณอันบุคคลทำแล้วแก่ตน, ผู้ประกาศซึ่งอุปการะอันบุพการีชนทำแล้ว, ผู้ตอบแทนอุปการะของท่าน, ผู้สนองคุณท่าน, ผู้ตอบแทนคุณท่าน แต่หากเป็นคำกิริยานามปุงลิงค์จะแปลว่า บุคคลผู้ยังบุคคลให้รู้ซึ่งอุปการะอันบุคคลอื่นทำแล้วแก่ตน
 ๓. กตเวทิตา เป็นคำนาม หมายถึง ความเป็นผู้ประกาศคุณท่าน, ความเป็นผู้สนองคุณท่าน, เป็นคำคู่กันกับ กตัญญุตา
 ๔. กตัญญูกตเวที  เป็นคำกิริยานามปุงลิงค์หรือเพศชาย  แปลว่า  บุคคลผู้รู้คุณท่านและตอบแทนคุณท่าน ไทยตัดพูดเฉพาะกตัญญู แต่ความหมายหมายถึง กตเวทีด้วย
 กตัญญูกตเวที มีความสำคัญและมีความจำเป็นที่ทุกคนจะต้องฝึกอบรมให้เกิดมีแก่ตน ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า
  “…ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่าเราทั้งหลาย                                    
                                จักเป็นผู้กตัญญูกตเวทีและอุปการะแม้เพียงเล็กน้อย
ที่บุคคลอื่นกระทำในเราทั้งหลายจักไม่เสื่อมสูญไป

เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้”
 อีกนัยหนึ่งว่า ความกตัญญูรู้คุณท่าน จัดเป็นรัตนะอย่างหนึ่งในบรรดารัตนะทั้ง ๕ ประการ ได้แก่ (๑) พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า (๒) ผู้แสดงธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว  (๓) ผู้รู้แจ้งธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศไว้แล้ว  (๔) บุคคลผู้ปฏิบัติตามธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศไว้แล้ว  (๕) กตัญญูกตเวทีบุคคลที่เกิดขึ้นยากหรือหาได้ยากในโลก
 นอกจากนี้ยังปรากฏคำกล่าวยกย่องลักษณะของบุคคลผู้มีความกตัญญูกตเวที ไว้ดังนี้
 ๑) เป็นสัตบุรุษ ได้แก่ คนดีมีคุณธรรม เป็นบัณฑิตในทางพระพุทธศาสนาเพราะความกตัญญูกตเวทีเป็นภูมิของสัตบุรุษ
 ๒) เป็นบุคคลหาได้ยาก เพราะบุคคลที่มีความกตัญญูกตเวทีต้องฝึกฝนตนมาดี สามารถยกจิตใจของตนให้สูงส่งได้ซึ่งมิใช่จะเกิดขึ้นกับคนทุกคนได้
 ๓) ประสบแต่ความสุข เนื่องจากประพฤติตนถูกต้องชีวิตจึงมีแต่ความเจริญและยังนำความสุขมาให้แก่บุคคลอื่นๆด้วย
 ๔) ควรแก่การยกย่องสรรเสริญ เพราะเป็นผู้มีจิตใจสูงส่งประกอบด้วยคุณธรรมอันดีและเป็นแบบอย่างแก่คนอื่นๆได้จึงสมควรได้รับการยกย่องชมเชย
 ๕) ประพฤติสิ่งที่เป็นอุดมมงคลแก่ชีวิต เพราะความกตัญญูเป็นข้อปฏิบัติที่ก่อให้เกิดสวัสดิมงคลแก่ชีวิต เป็นอุดมมงคลในชีวิต
 การนำหลักกตัญญูกตเวทีมาใช้ในการฝึกฝนแก่ชาวคณะเพื่อต้องการให้หมอลำนักร้องนักดนตรีได้มีโอกาสประพฤติตน  กระทำต่อผู้มีอุปการคุณการทำความเข้าใจหรือความรู้จักกตัญญูกตเวที  จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ชาวคณะต้องรู้จักและปฏิบัติให้ได้  ในการดำเนินชีวิตถ้าบุคคลไม่รู้จักไม่มีความกตัญญูกตเวที  ไม่ระลึกในใจแล้วบุคคลนั้นอาจพบกับความวิบัติไม่เจริญรุ่งเรือง  เป็นบุคคลไม่ควรเอาอย่างกตัญญูกตเวทีเป็นหลักธรรมที่ส่งเสริมให้เกิดความดี  เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป  การฝึกให้หมอลำ นักร้อง นักดนตรีเป็นคนรู้จักความดีของคนอื่นเป็นเป้าหมายสำคัญของหมอลำคณะเสียงอีสานทุกคนสามารถประพฤติต่อบิดามารดา  ครูอาจารย์  ญาติพี่น้องได้อย่างมีความสุขควรแก่การยกย่อง  เป็นอุดมมงคลแก่ชีวิตได้ชื่อว่าเป็นอุดมมงคลแก่ชีวิต  
 เพราะฉะนั้น  แนวทางการประยุกต์ใช้ความรู้จักกตัญญูกตเวที ความเป็นคนรู้จักกตัญญูกตเวที ถือว่าเป็นคุณธรรมพื้นฐานของมนุษย์  ในสังคมมนุษย์ต้องเกี่ยวข้องกับผู้อื่น  ชีวิตดำรงอยู่ได้เพราะได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากบุคคลต่าง ๆ มีบิดามารดา  ครูอาจารย์  ญาติพี่น้อง  มนุษย์เราก็ได้รับการปลูกฝังอบรมลักษณะคุณค่าทางจิตใจให้มีคุณธรรม จริยธรรมในการดำเนินชีวิตให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง  บุคคลที่ได้รู้จักตอบบุญแทนคุณผู้อื่น มักจะได้รับการยกย่องว่าเป็นคนดีเป็นคนหาได้ยากอย่างยิ่งต่อโลก  เพราะนอกจากจะทำให้ตนเป็นผู้มีเกียรติอันควรยกย่องทางสังคมแล้ว  ยังเป็นแบบอย่างที่ดีต่อคนอื่นได้อีกด้วย
๓.๔  สรุป
 สรุปผลการประยุกต์หลักพุทธธรรมที่ใช้ในการบริหารจัดการและบทบาทวงของหมอลำคณะเสียงอิสานมีผลการศึกษา ได้ดังนี้
 หลักพุทธธรรมที่ประยุกต์ใช้ด้านจริยศิลป์ (จริยธรรมในการแสดง)
 ก)  การประยุกต์ใช้ หลักเบญจศีลเบญจธรรม มีแนวทางประยุกต์ใช้ที่สำคัญ ๒ แนวทางคือ มีการควบคุมอารมณ์มีสติสัมปชัญญะในการแสดง  และมีความรักความเมตตาต่อกันมีความซื่อสัตย์
    ข) การประยุกต์ใช้หลักอปริหานิยธรรม ๗ ในการบริหารวง มีแนวทางประยุกต์ที่สำคัญ ๔ แนวทาง คือ  ๑) ยึดกฎกติกาของชาวคณะของสังคมท้องถิ่นยึดหลักการข้อสัญญากับเจ้าภาพ  ๒) หลักความพร้อมเพรียงสามัคคีกันนำมาซึ่งความสุขความสำเร็จ  ๓)  มีความสัมมาคารวะ อ่อนน้อมถ่อมตน เคารพผู้ใหญ่ ผู้มีอายุ ผู้มีพระคุณ  ๔) ให้ความเคารพต่อสถานที่ อันเป็นที่เคารพสักการะของคนในท้องถิ่น เคารพปูชนียสถานต่าง ๆ  ของชาติ 

 ค) การประยุกต์ใช้หลักเทวธรรม (หิริ-โอตตัปปะ) ในการบริหารวง มีแนวทางการประยุกต์ใช้ที่สำคัญอยู่ ๒ แนวทางคือ  ๑)  รักษากฎกติกา การอยู่ร่วมกันแบบพี่แบบน้องรู้จักเสียสละให้กระทำแต่สิ่งที่ดีเป็นประโยชน์  ๒)  การควบคุมอารมณ์อดทนต่อความลำบาก รู้จักเสียสละ และการรู้จักบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม
 ผลการที่นำหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารวง  หลักธรรมที่นำมาประยุกต์และมีผลสรุปได้ ดังนี้
 ก) การประยุกต์ใช้หลักพรหมวิหารมีแนวทางการประยุกต์ใช้อยู่ ๒ แนวทาง ได้แก่  ๑) ให้ทุกคนฝึกมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีจิตใจที่มองผู้อื่นเป็นมิตร  ๒)  ให้ทุกคนฝึกปฏิบัติตนให้เป็นผู้ที่มีจิตใจร่าเริง คอยดูแลผู้อื่นไม่ให้มีความอิจฉาริษยามีความรักใคร่ปองดองกัน
 ข) การประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท ๔ ในการบริหารวง มีแนวทางการประยุกต์ใช้อยู่ ๒ แนวทาง ได้แก่  ๑)  มีความพอใจ ขยันหมั่นเพียรในการฝึกฝนท่องบท มีความอดทน เพียรพยายามหาสิ่งใหม่ ๆ มาให้ผู้ชม ไม่ลืมตัวเอง หรือไม่ให้ประมาท  ๒)  ให้ฝึกวิธีการรับรู้มีจิตสำนึกในอาชีพของตนเอง  ให้รู้จักการประเมินตัวเอง และมีการวางแผน
 ค) การประยุกต์ใช้หลักสัจจะ (มีความซื่อสัตย์และตรงต่อเวลาการแสดง)  มีแนวทางประยุกต์ใช้ ๒ แนวทาง ได้แก่  ๑) ให้รู้จักความจริงใจ รักษาความเที่ยงตรง การให้เป็นคนตรงต่อเวลา  ๒)  การให้รู้จักการพูดความจริง มีความจริงใจต่อเพื่อนร่วมงาน รักษากติกา  รักษาสัญญา รักษาวาจา  ให้ทุกคนต้องสำรวมระวังการโกหกหลอกลวง มีความซื่อสัตย์ต่อผู้ฟัง ต่อเจ้าภาพในงานที่แสดงใช้ ๒ แนวทาง คือ ๑) การให้หมอลำ นักร้อง  นักดนตรีและสมาชิกในวงได้มีโอกาสประพฤติตน กระทำต่อผู้มีอุปการคุณ รู้จักการตอบแทน  ๒) การส่งเสริมให้หมอลำ นักร้อง นักดนตรี และสมาชิกในวงเป็นคนรู้จักความดีของคนอื่น ประพฤติปฏิบัติต่อบิดามารดาครูอาจารย์อย่างสม่ำเสมอ
 สรุปได้ว่า  การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมทั้งในการแสดงและในการบริหารวง ต้องมีกรอบมีรูปแบบที่ชัดเจนไม่ควรให้เป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น ถ้าทุกคนในคณะเสียงอิสานตั้งแต่หัวหน้า ลูกน้อง ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติได้ตามหลักคำสอนที่นำมาใช้จะเป็นคณะที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมของคนทั่วไปอย่างไม่มีวันเสื่อม  และจะได้เป็นแบบอย่างของคณะอื่น ๆ อีกด้วย  ด้านการบริหารจัดการวงหมอลำคณะเสียงอิสาน  ในฐานะหัวหน้าวง  นกน้อย  อุไรพร  ได้ประยุกต์หลักธรรมมาใช้จนทำให้ประสบความสำเร็จ  ในการครองตน  ครองคน  และครองงาน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s